แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การอ่าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การอ่าน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

โคลงโลกนิติ

โคลงโลกนิติเป็นสุภาษิตเก่าแก่ มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี นักปราชญ์ในครั้งนั้นได้สรรหา คำสุภาษิตที่เป็นภาษาบาลีและสันสกฤต ที่มีอยู่ในคัมภีร์ต่างๆ คือ คัมภีร์โลกนิติ คัมภีร์โลกนัย  ตลอดจนคัมภีร์พระธรรมบท แล้วนำมาแปลเป็นภาษาไทย โดยแต่งเป็นคำประพันธ์ คำโคลงทุกคาถา  รวมเรียกว่าโคลงโลกนิติ เป็นสุภาษิตที่บรรพบุรุษของไทยนับถือ นำไปเล่าเรียน สั่งสอน และประพฤติปฏิบัติกันอย่างกว้างขวาง เป็นที่รู้จักกันดี ในหมู่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่า ทุกสถานะอาชีพต่อเนื่องกันมาช้านานจนถึงปัจจุบัน

     เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๔ ทรงมี        พระราชประสงค์จะให้ จารึกโคลงโลกนิติลงในแผ่นศิลาในวัดพระเชตุพนฯ เป็นธรรมทาน จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร รวบรวมโคลงโลกนิติของเก่ามาชำระแก้ไขใหม่ ให้เรียบร้อยปราณีตและไพเราะ เพราะของเก่าที่คัดลอกต่อ ๆ กันมา ปรากฎว่ามีถ้อยคำที่วิปลาศคลาดเคลื่อนไปมาก
     สุภาษิตที่ปรากฎในโคลงโลกนิติ ล้วนเป็นภาษิตที่นิยมนับถือกันว่า เป็นภาษิตที่เหมาะสม ที่จะใช้เป็นหลักประพฤติปฏิบัติ และนำไปสั่งสอนกันต่อไป
 
 
    ครรโลงโคลงโลกนิตินี้
มีแต่โบราณกาล 
เป็นสุภาษิตสาร 
กลดั่งสร้อยสอดคล้อง
  นมนาน 
เก่าพร้อง 
สอนจิต 
เวี่ยไว้ในกรรณ
 
   ทศนัขนอบน้อมมิ่ง
ไตรรัตน์จัดเบญจางค์  
จักพร้องโลกนิติปาง 
อรรถอื่นอ้างเลศล้อม
  อุตมางค์ 
แจ่มพร้อม 
สดับแต่  เดิมพ่อ 
ต่างต้องคัมภีร์
 
ถวายกรกรรพุ่มเพี้ยง
ไตรรัตน์เรียบไตรทวาร 
โลกนิติสืบสาร 
เตือนจิตสาธุชนเช้า
  บวรมาลย์มิ่งแฮ 
เวียดเกล้า 
ของเก่า 
ค่ำค้ำชูใจ
 
โลกนิติในโลกล้วน
คือบิดามารดาอาจารย์  
เชาเจ้าจ่อมใจบาณ 
เบิกศิลปปรีชาแท้
  แก่นสาร 
เจี่ยวแล้ 
ทิตร่ำ  เรียนแฮ 
เลิศแล้วเมธี
 
ปลาร้าพันห่อด้วย
ใบก็เหม็นคาวปลา 
คือคนหมู่ไปหา 
ได้แต่ร้ายร้ายฟุ้ง
  ใบคา 
คละคลุ้ง 
คบเพื่อน  พาลนา 
เฟื่องให้เสียพงศ์
 
ใบพ้อพันห่อหุ้ม
หอมระรวยรสพา 
คือคนเสพเสน่หา 
ความสุขซาบฤาม้วย
  กฤษณา 
เพริศด้วย 
นักปราชญ์ 
ดุจไม้กลิ่นหอม
 
ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้
ภายนอกแดงดูฉัน 
ภายในย่อมแมลงวัน 
ดุจดังคนใจร้าย
  มีพรรณ 
ชาดบ้าย 
หนอนบ่อน 
นอกนั้นดูงาม
 
ขนุนสุกสล้างแห่ง
ภายนอกเห็นหนามหนา  
ภายในย่อมรสา 
สาธุชนนั้นแล้
  สาขา 
หนั่นแท้ 
เอมโอช 
เลิศด้วยดวงใจ
 
ยางขาวขนเรียบร้อย
ภายนอกหมดใสสี 
กินสัตว์เสพปลามี 
เฉกเช่นชนชาติร้าย
  ดูดี 
เปรียบฝ้าย 
ชีวิต 
นอกนั้นนวลงาม
 
รูปแร้งดูร่างร้าย
ภายนอกเพียงพึงชัง  
เสพสัตว์ที่มรณัง 
ดังจิตสาธุชนกล้า
  รุงรัง 
ชั่วช้า 
นฤโทษ 
กลั่นสร้างทางผล
 
คนพาลผู้บาปแท้
ไปสู่หาบัณทิต 
ฟังธรรมอยู่เนืองนิตย์ 
คือจวักตักเข้า
  ทุรจิต 
ค่ำเช้า 
 บ่ทราบ ใจนา 
ห่อนรู้รสแกง
 
ผู้ใดใจฉลาดล้ำ
ได้สดับปราชญ์เจรจา  
ยินคำบัดเดี๋ยวมา 
คือมลิ้นคนผู้
  ปัญญา 
อาจรู้ 
ซับซาบ ใจนา 
ทราบรู้รสแกง
 
หมูเห็นสีหราชท้า
กูสี่ตีนกูพบ 
อย่ากลัวท่านอย่าหลบ 
ท่านสี่ตีนอย่าได้
  ชวนรบ 
ท่านไซร้ 
หลีกจาก กูนา 
วากเว้วางหนี
 
สีหราชร้องว่าโอ้
ทรชาติครั้นเห็นกู 
ฤามึงใคร่รบดนู 
กูเกลียดมึงกูให้
  พาลหมู 
เกลียดใกล้ 
มึงมาศ  เองนา 
พ่ายแพ้ภัยตัว
 
กบเกิดในสระใต้
ฤาห่อนรู้รสมาลย์ 
ภุมราอยู่ไกลสถาน 
บินโบกมาค้อยค้อย
  บัวบาน 
หนึ่งน้อย 
นับโยชน์  ก็ดี 
เกลือกเคล้าเสาวคนธ์
 
ใจชนใจชั่วช้า
ใจจักสอนใจเอง 
ใจปราชญ์ดัดตามเพลง 
ดุจช่างปืนดัดไม้
  โฉงเฉง 
ไป่ได้ 
พลันง่าย 
แต่งให้ปืนตรง
 
ไม้ค้อมมีลูกน้อม
คือสัปบุรุษสอนตาม 
ไม้ผุดังคนทราม 
ดัดก็หักแหลกแล้
  นวยงาม 
ง่ายแท้ 
สอนยาก 
ห่อนรื้อโดยตาม
 
เป็นคนควรรอบรู้
สองประการนิยม 
หนึ่งพาลหนึ่งอุดม 
สองสิ่งนี้จงให้
  สมาคม 
กล่าวไว้ 
นักปราชญ์ 
เลือกรู้สมาคม
 
คนใดไปเสพด้วย
จักทุกข์ทนเนานาน 
ใครเสพท่วยทรงญาณ 
เสวยสุขล้ำเลิศแท้
  คนพาล 
เนิ่นแท้ 
เปรมปราชญ์ 
เพราะได้สดับดี
 
ได้เห็นนักปราชญ์ไซร้
อยู่ร่วมเรือนหายทุกข์ 
ผู้พาลสั่งสอนปลุก 
ยลเยี่ยงนกแขกเต้า
  เป็นสุข 
ค่ำเช้า 
ใจดั่ง พาลนา 
ตกต้องมือโจร
 
จงนับสัปบุรุษรู้
จะละหลีกพาลอัน 
จงสร้างสืบบุญธรรม์ 
จงนึกนิตย์ชีพคล้าย
  บุญกรรม์ 
ชั่วร้าย 
ทุกเมื่อ 
ดุจด้วยฟองชล
 
คบกากาโหดให้
พาตระกูลเหมหงส์ 
คบคนชั่วจักปลง 
ตราบลูกหลานเหลนม้วย
  เสียพงศ์ 
แหลกด้วย 
ความชอบ  เสียนา 
ไม่ม้วยนินทา
 
มดแดงแมลงป่องไว้
งูจะเข็บพิษวาง 
ทรชนทั่วสรรพางค์ 
เพราะประพฤติมันเกี้ยว
  พิษหาง 
แห่งเขี้ยว 
พิษอยู่ 
เกี่ยงร้ายแกมดี
 
นาคีมีพิษเพี้ยง 
เลื้อยบ่ทำเดโช 
พิษน้อยหยิ่งโยโส 
ชูแต่หางเองอ้า
  สุริโย 
แช่มช้า 
แมลงป่อง 
อวดอ้างฤทธี
 
ความรู้ผู้ปราชญ์นั้น
ฝนทั่งเท่าเข็มเพียร 
คนเกียจเกลียดหน่ายเวียน 
กลอุทกในตระกร้า
  นักเรียน 
ผ่ายหน้า 
วนจิต 
เปี่ยมล้นฤามี
 
กละออมเพ็ญเพียบน้ำ
โอ่งอ่างพร่องชลชิง 
ผู้ปราชญ์ห่อนสุงสิง 
คนโฉดรู้น้อยก้อ
  ฤาติง 
เฟื่องหม้อ 
เยียใหญ่ 
พลอดนั้นประมาณ
 
งาสารฤาห่อนเหี้ยน
คำกล่าวสาธุชนยืน 
ทุรชนกล่าวคำฝืน 
หัวเต่ายาวแล้วสั้น
  หดคืน 
อย่างนั้น 
คำเล่า 
เล่ห์ลิ้นทรชน
 
ทรชนอย่าเคียดแค้น
อย่าห่างศัตรูชิด 
คือไฟถ่านแรงฤทธิ์ 
แม้นดับแล้วบ่ไหม้
  อย่าสนิท 
อย่าใกล้ 
ถือถลาก มือนา 
หม่นต้องมือดำ
 
มิตรพาลอย่าคบให้
พาลใช่มิตรอย่ามัก 
ครั้นคราวเคียดคุมชัก 
รู้เหตุสิ่งใดไซร้
  สนิทนัก 
กล่าวใกล้ 
เอาโทษ ใส่นา 
ส่อสิ้นกลางสนาม
 
หมาใดตัวร้ายขบ
อย่าขบตอบต่อหมา 
ทรชนชาติช่วงทา 
อย่าโกรธอย่าหน้าบึ้ง
  บาทา 
อย่าขึ้ง 
รุณโทษ 
ตอบถ้อยถือความ
 
ลูกสะเดาน้ำผึ้งซาบ
แล้วปลุกปองรสคนธ์ 
ตราบเท่าออกดอกผล 
ขมแห่งสะเดาน้อย
  โทรมปน 
แอบอ้อย 
พวงดก 
หนึ่งรู้โรยรา
 
พริกเผ็ดใครให้เผ็ด
หนามย่อมแหลมเองใคร 
จันทน์กฤษณาไฉน 
วงศ์แห่งนักปราชญ์ได้
  ฉันใด 
เซี่ยมได้ 
ใครอบ  หอมฤา 
เพราะด้วยฉลาดเอง
 
จันทน์แห้งกลิ่นห่อนได้
อ้อยหีบชานยังหวาน 
ช้างเข้าศึกเสี่ยมสาร 
บัณทิตแม้นทุกข์ร้อย
  ดรธาน 
โอชอ้อย 
ยกย่าง งามนา 
เท่ารื้อลืมธรรม
 
ฝูงหงส์หลงเข้าสู่
สีหราชเคียงโคนา 
ม้าต้นระคนลา 
นักปราชญ์พาลพาเต้า
  ฝูงกา 
คลาดเคล้า 
เลวชาติ 
สีนี้ไฉนงาม
 
แมลงวันแสวงเสพด้วย
พาลชาติเสาะกิ่งรก 
ภุมราเห็จเหินหก 
นักปราชญ์ฤาห่อนหม้าย
  ลามก 
เรื่องร้าย 
หาบุษ บานนา 
หมั่นสู้แสวงธรรม
 
เนื้อปองน้ำหญ้าบ่
ลิงบ่ปองรัตน์ปอง 
หมูปองอสุจิของ 
คนเคลิบเคลิ้มบ้าใบ้
  ปองทอง 
ลูกไม้ 
หอมห่อน ปองนา 
ห่อนรู้ปองธรรม
 
กายเกิดพยาธิโรคร้าย
แต่พยศยาไป่วาย 
ชาติเสือห่อนหายลาย 
กล้วยก็กล้วยคงกล้วย
  ยาหาย 
ตราบม้วย 
ลบผ่อง 
กลับกล้ายฤๅมี
 
ขุนเขาสูงร้อยโยชน์
ขุนปราบด้วยโยธา 
จักล้างพยศสา 
ยศศักดิ์ให้เท่าให้
  คณนา 
ราบได้ 
หัสยาก 
พยศนั้นฤาหาย
 
คบคนผู้โฉดเคลิ้ม
หญิงเคียดอย่าระคน 
อย่าคบหมู่ทรชน 
บัณทิตแม้ตกต้อง
  อับผล 
ร่วมห้อง 
สอนยาก 
โทษสู้สมาคม
 
ภูเขาอเนกล้ำ
บมิหนักแผ่นธรณี 
หนักนักแต่กระลี 
อันจักทรงทานได้
  หากมี 
หน่อยไซร้ 
ลวงโลก 
แด่พื้นนรกานต์
 
ภูเขาทั้งแท่งล้วน
ลมพยุพัดพา 
สรรเสริญแลนินทา 
ใจปราชญ์ฤาเฟื่องพื้น
  ศิลา 
บ่ขึ้น 
คนกล่าว 
ห่อนได้จินต์จล
 
ห้ามเพลิงไว้อย่าให้
ห้ามสุริยแสงจันทร์ 
ห้ามอายุให้หัน 
ห้ามดังนี้ไว้ได้
  มีควัน 
ส่องไซร้ 
คืนเล่า 
จึ่งห้ามนินทา
 
ภูเขาเหลือแหล่ล้วน
หามณีจินดา 
ฝูงชนเกิดนานา 
หานักปราชญ์นั้นไซร้
  ศิลา 
ยากได้ 
ในโลก 
เลือกแล้วฤามี
 
ป่าหลวงหลายโยชน์พร้อม
หาแก่นจันทน์กฤษณา 
ฝูงคนเกิดมีมา 
หาปราชญ์ฤาจักได้
  พฤกษา 
ยากไซร้ 
เหลือแหล่ 
ยากแท้ควรสงวน
 
มัจฉามีทั่วท้อง
หาเงือกงูมังกร 
ทั่วด้าวพระนคร 
จักเสาะสัปปุรุษไซร้
  ชโลธร 
ยากได้ 
คนมาก มีนา 
ยากแท้จักมี
 
ดารามีมากร้อย
บ่เปรียบกับดวงจันทร์ 
คนพาลมากอนันต์ 
จะเทียบเท่าปราชญ์ไซร้
  ถึงพัน 
หนึ่งได้ 
ในโลก 
ยากแท้ฤาถึง
 
เหมหงส์เลี้ยงชีพด้วย
ช้างพึ่งพนาดร 
ภุมราบุษบากร 
นักปราชญ์เลี้ยงตัวได้
  สาคร 
ป่าไหม้ (ไม้) 
ครองร่าง ตนนา 
เพื่อด้วยปัญญา
 
นกแร้งบินได้เพื่อ
หมู่จระเข้เต่าปลา 
เข็ญใจพึ่งราชา 
ลูกอ่อนอ้อนกลืนกล้ำ
  เวหา 
พึ่งน้ำ 
จอมราช 
เพื่อน้ำนมแรง
 
ป่าพึ่งพาลพยัคฆ์ร้าย
เสือพึ่งไพรพงพี 
ความชั่วพึ่งความดี 
เรือพึ่งแรงน้ำน้ำ
  ราวี 
เถื่อนถ้ำ 
เท็จพึ่ง จริงนา 
หากรู้คุณเรือ
 
ตีนงูงูไซร้หาก
นมไก่ไก่สำคัญ 
หมู่โจรต่อโจรหัน 
เชิงปราชญ์ฉลาดกล่าวผู้
  เห็นกัน 
ไก่รู้ 
เห็นเล่ห์ กันนา 
ปราชญ์รู้  เชิงกัน
 
มีอายุร้อยหนึ่ง
ศีลชื่อปัญจางค์จัก 
ขวบเดียวเด็กรู้รัก 
พระตรัสสรรเสริญผู้
  นานนัก 
ไป่รู้ 
ษานิจ  ศีลนา 
เด็กนั้นเกิดศรี
 
คนใดยืนอยู่ร้อย
ใจบ่มีปรีชา 
วันเดียวเด็กเกิดมา 
สรรเพชญ์บัณฑูรไว้
  พรรษา 
โหดไร้ 
ใจปราชญ์ 
เด็กนั้นควรยอ
 
คนใดยืนเหยียบร้อย
ความอุตส่าหฤามี 
เด็กเกิดขวบหนึ่งดี 
พระตรัสว่าเด็กน้อย
  ขวบปี 
เท่าก้อย 
เพียรพาก 
นี่เนื้อเวไนย
 
อายุถึงร้อยขวบ
ธัมโมชอันโอฬาร 
เด็กน้อยเกิดประมาณ 
เห็นถ่องธรรมยิ่งผู้
  เจียรกาล 
บ่รู้ 
วันหนึ่ง 
แก่ร้อยพรรษา
 
มีอายุอยู่ร้อย
ความเกิดแลความตาย 
วันเดียวเด็กหญิงชาย 
ลูกอ่อนนั้นยิ่งผู้
  ปีปลาย 
ไป่รู้ 
เห็นเกิด ตายนา 
แก่ร้อยปีปลาย
 
ธิรางค์รู้ธรรมแม้
บ่กล่าวให้หญิงชาย 
ดุจหญิงสกลกาย 
อยู่ร่วมเรือนผัวผู้
  มากหลาย 
ทั่วรู้ 
งามเลิศ 
โหดแท้ขันที
 
เว้นวิจารณ์ว่างเว้น
เว้นที่ถามอันยัง 
เว้นเล่าลิขิตสัง 
เว้นดั่งกล่าวว่าผู้
  สดับฟัง 
ไป่รู้ 
เกตว่าง เว้นนา 
ปราชญ์ได้ฤามี
 
รู้น้อยว่ามากรู้
กลกบเกิดอยู่ใน 
ไป่เห็นชเลไกล 
ชมว่าน้ำบ่อน้อย
  เริงใจ 
สระจ้อย 
กลางสมุทร 
มากล้ำลึกเหลือ
 
รูปชั่วมักแต่งแกล้ง
ใจขลาดมักอาจอง 
น้ำพร่องกละออมคง 
เฉาโฉดโอษฐ์อวดสู้
  เกลาทรง 
อวดสู้ 
กระฉอก ฉานนา 
ว่ารู้ใครเทียม
 
จระเข้คับน่านน้ำ
รถใหญ่กว่ารัถยา 
เสือใหญ่กว่าวนา 
เรือเขื่องคับชเลแล้
  ไฉนหา  ภักษ์เฮย 
ยากแท้ 
ไฉนอยู่ ได้แฮ 
แล่นโล้ไปไฉน
 
มณฑกทำเทียบท้าว
แมวว่ากูพยัคฆี 
นกจอกว่าฤทธี 
คนประดากขุกมีข้า
  ราชสีห์ 
แกว่นกล้า 
กูยิ่ง ครุฑนา 
ยิ่งนั้นแสนทวี
 
หิ่งห้อยส่องก้นสู้
ปัดเทียบเทียมรัตนอัน 
ทองเหลืองหลู่สุวรรณ 
พาลว่าตนเองอ้า
  พระจันทร์ 
เอี่ยมข้า 
ธรรมชาติ 
อาจล้ำเลยกวี
 
เสือผอมกวางวิ่งเข้า
ไป่ว่าเสือมีฤทธิ์ 
เล็บเสือดั่งคมกฤช 
ครั้นปะปามล้มคว่ำ
  โจมขวิด 
เลิศล้ำ 
เสือซ่อน  ไว้นา 
จึ่งรู้จักเสือ
 
ทองเหลืองเปลื้องร้ายห่อน
ขัดเท่าขัดราคี 
นพคุณหมดใสสี 
ถึงบ่แต่งตั้งไว้
  เห็นมี 
เล่าไซร้ 
เสร็จโทษ 
แจ่มแจ้งไพบูลย์
 
พระสมุทรไหวหวาดห้วย
เมรุพลวกปลวกสำรวล 
สีหราชร่ำคร่ำครวญ 
สุริยส่องยามเย็นเข้า
  คลองสรวล 
ร่าเร้า 
สุนัขเยาะ หยันนา 
หิ่งห้อยยินดี
 
แมวล่าหนูแซ่ซี้
หมาล่าวิฬาร์ผัน 
ครูล่าศิษย์และธรรม์ 
เสือล่าป่าแรมร้าง
  จรจรัล 
สู่หล้าง 
คบเพื่อน พาลนา 
หมดไม้ไพรสณฑ์
 
จามรีขนข้องอยู่
ชีพบ่รักรักยศ 
สัตว์โลกซึ่งสมมติ 
ดูเยี่ยงสัตว์นั้นได้
  หยุดปลด 
ยิ่งไซร้ 
มีชาติ 
ยศซ้องสรรเสริญ
 
นพคุณใส่เบ้าสูบ
ค้อนเหล็กรุมรันตี 
บ่เจ็บเท่าธุลี 
เจ็บแต่ท่านชั่งด้วย
  แสนที 
ห่อนม้วย 
สักหยาด 
กล่ำน้อยหัวดำ

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การอ่านอย่างมีวิจารณณาณ

การอ่านอย่างมีวิจารณณาณ หมายถึง การอ่านที่สามารถจับใจความสำคัญของเรื่องได้และสามารถนำเรื่องที่ได้อ่านมาวิเคราะห์ ตีความ วิจารณ์ ตลอดจนประเมินค่าได้อย่างสมเหตุสมผล 
            โดยทั่วไปการอ่านแบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือ อ่านได้ และอ่านเป็น ซึ่งอ่านเป็นกระบวนการอ่านที่รู้สารในระดับพื้นฐาน ส่วนการอ่านเป็นกระบวนการอ่านขั้นตอนจากากรอ่านได้ โดยผู้อ่านจะต้องจับใจความสำคัญและเข้าใจเรื่องราว แสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิจารณ์ ตีความและประเมินเรื่องราวได้

การอ่านจับใจคววาม
             
การอ่านจับใจความ หมายถึง การอ่านที่มุ่งประเด็นสำคัญของเรื่องหรือสาระของเรื่องซึ่งมี ๒ ส่วน ดังนี้
             ๑. ส่วนที่เป็นใจความสำคัญ การอ่านเพื่อสืบค้ันใจความสำคัญของเรื่องนั้น ผู้อ่านจะต้องพอิจารณา
สาระสำคัญไปทีละย่อหน้า จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจในสาระสำคัญของเรื่องได้เร็วขึ้น
             ๒. ส่วนขยายหรือส่วนประกอบอื่น ๆ ที่มิใช่ใจความสำคัญ ซึ่งส่วนขยายจะเป็นรายละเอียดของเรื่องราวอันจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจสาระสำคัญยิ่งขึ้น

             กลวิธีการอ่านจับใจความ
             การอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งบทความ สารคดี เอกสารตำรา หรืองานเขียนอื่น ๆ ให้มีประสิทธิภาพและสามารถจับใจความสำคัญได้ มีหลักปฎิบัติดังนี้
             ๑. ผู้อ่านจะต้องสำรวจเอกสารที่จะอ่านให้เข้าใจอย่างคร่าว ๆ โดยผู้อ่านจะต้องอ่านส่วนประกอบของหนังสืออย่างคราว ๆ ได้แก่ คำนำ สารบัญ เนื้อเรื่อง บรรณานุกรม เพื่อเป็นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหนังสืออย่างกว้าง ๆ จะทำให้เข้าใจเรื่องที่อ่านได้เร็วยิ่งขึ้น
             ๒. กำหนดจุดมุ่งหมายได้ชัดเจนว่าคนอ่านเพื่อเพิ่มพูนความรู้ เพื่อความบันเทิง หรือจุดมุ่งหมายอื่น ๆ การกำหนดจุดมุ่งหมายไว้ก่อนอ่านจะทำให้ผู้อ่านจับใจคความได้เร็วยิ่งขึ้น
             ๓.ผู้อ่านจะต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้ภาษา คำ ประโยค และความหมายของข้อความต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะลักษณะดังกล่าวจะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านจับใจความของเรื่องราว และเข้าใจความหมายได้อย่างถูกต้อง
            ๔. เข้าใจลักษณะของงานเขียนแต่ละประเภท และเลือกกลวิธีการอ่านจับใจความได้อย่างถูกวิธี
การอ่านจับใจความได้อย่างถูกวิธี และเหมาะสมกับประเภทของงาน กล่าวคือ งานเขียนแต่ละประเภทจะต้องมีโครงสร้าง หรือองคืประกอบที่เหมือนกันและแตกต่างกัน เช่น มีส่วนนำ เนื้อเรื่อง และบทสรุป เป็นต้น และในแต่ละส่วนประกอบของงานเขียนยังประกอบด้วยย่อหน้าต่าง ๆ เช่น ย่อหน้านำความคิด หรือย่อหน้าส่วนนำ ย่อหน้าสรุปความคิด หรือบทสรุปตอนท้านเรื่อง ย่อหน้าเชื่อมโยงความคิดที่มีหน้าที่เชื่อมความระหว่างย่อหน้าและในแต่ย่อหน้าจะประกอบด้วยประโยคต่าง ๆ มากกว่า ๒ ประโยค ดังนั้น การอ่านเพื่อจับใจความควรพิจารณาในแต่ละย่อหน้าดังต่อไปนี้
            ๔.๑ พิจารณาประโยคแรกของย่อหน้าว่าใช่ข้อความสำคัญหรือไม่ ผู้อ่านจะต้องอ่านให้จบย่อหน้าและพิจารณาดูว่ามีกี่ประโยค ประโยคใดคือประโยคใจความสำคัญ และประโยคใดเป็นประโยคขยายความ ซึ่งในกรณีนี้ ผู้เขียนอาจจะวางประโยคใจความสำคัญไว้ที่ประโยคแรกดัวต่อไปนี้

                              ข้อความ ๑ ย่อหน้า
     ประโยคใจความสำคัญ...................................................
......................................................................................
     ประโยคขยายความ........................................................
........................................................................................
     ประโยคขยายความ...........................................................................................................
                        เช่น
                        ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตและส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญประเทศหนึ่งของโลก อันเนื่องมาจากความมีฝีมือในการเจียระไนได้วิจิตงดงามเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศนอกจากนี้ไทยยังมีฝีมือในการประดิษฐ์เครื่องประดับได้ทัดเทียมกับผู้ผลิตชั้นนำของโลก จึงเป็นผลให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติส่งอัญมณีเข้ามาเจียในที่ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก(ขวัญเรือน ฉบับที่ ๖๕๕ ปักษ์แรกเดือนมีนาคม ๒๕๔๒ : ๑๔๒ )
                      ๔.๒ พิจารณาประโยคใจความสำคัญในประโยคสุดท้ายของย่อหน้า เมื่อพิจารณาว่าประโยคแรกไม่ใช่ประโยคใจความสำคัญ ผู้เขียนอาจวางประโยคใจความสำคัญไว้ที่ประโยคสุดท้ายดังต่อไปนี้

                      ข้อความ ๑ ย่อหน้า
     ประโยคขยายความ........................................................
......................................................................................
     ประโยคขยายความ..........................................................
........................................................................................
     ประโยคใจความสำคัญ......................................................................................................


                     เช่น
                     
บางคนชอบปลูกต้นไม้ดอกไม้ผล เมื่อเกิดออกผลก้ชื่นใจ เกิดความคิดที่จะทำดอกผลนั้นให้งดงามน่าดูยิ่งขึ้น จึงมีผู้นำมาประดิษฐ์ลวดลาย แล้วจัดวางลงในภาชนะให้มองแปลกตาน่ารับประทาน ลวดลายนั้นเกิดจากการตัด ผ่า ปอก คว้าน และแกะสลัก ส่วนไม้ดอกก็นำมาผูกมัดเป็นช่อบ้าง เป็นพวงพู่บ้าง เสียบเป็นพุ่มหรือปักลงในแจกันก็ได้ แสดงว่า ศิลปะกับชีวิตเป็นส่วนที่แยกกันไม่ออก ( ฉัตรวรุณ ตันนัรัตน์และคณะ,๒๕๒๖ : ๙๔ )
                     ๔.๓ พิจารณาประโยคใจความสำคัญในประดยคแรกและประโยคสุดท้าย ในกรณีนี้ผู้เขียน
อาจวางประโยคใจความสำคัญไว้ในประโยคสุดท้ายของย่อหน้าดังต่อไปนี้

                     ข้อความ ๑ ย่อหน้า
     ประโยคความสำคัญ........................................................
..........................................................................................
     ประโยคขยายความ............................................................
............................................................................................
     ประโยคใจความสำคัญ.............................................................................................

                    เช่น
                    ศิลปวัฒนธรรมในบ้านเมืองเรามักจะสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน
ตัวอย่าง
บางคนชอบปลูกต้นไม้ดอกไม้ผล เมื่อเกิดดอกผลก็ชื่นใจ เกิดความคิดที่จะทำดอกผลนั้นให้งดงามน่าดูยิ่งขึ้น จึงมีผู้นำผลไม้มาประดิษฐ์ลวดลายแล้วจัดวางลงในภาชนะให้มองดูแปลกตาน่ารับประทาน ลวดลายนั้นเกิดจากการตัด ผ่า ปอก คว้าน และแกะสลัก ส่วนไม้ดอกก็นำมาผูกมัดเป็นช่อบ้าง เป็นพวงเป็นพุ่มหรือปักลงในแจกันก็ได้ ตามแต่จะเห็นว่างาม ชีวิตชาวไทบกับศิลปะความงามเป็นส่วนที่แยกกันไม่ออก( ฉัตรวรุณ ตันนัรัตน์ และคณะ,๒๕๒๖ : ๙๔ )
                    ๔.๔ พิจารณาประโยคใจความสำคัญในประโยคที่อยู่กลางย่อหน้า ในกรณีนี้ผู้เขียนอาจจะวางประโยคใจความสำคัญไว้ในประโยคใดประโยคหนึ่งตรงกลางย่อหน้าดังต่อไปนี้                   

                         ข้อความ ๑ ย่อหน้า
     ประโยคความสำคัญ........................................................
..........................................................................................
     ประโยคใจความสำคัญ............................................................
............................................................................................
    .............................................................ประโยคขยายความ...........................................................................................

                        เช่น
                      
  ศิลปะแห่งการฟังนั้นไม่ได้หมายถึงการนั่งนิ่ง ปล่อยคนอื่นพูดฝ่ายเดียวแล้วก็ฟังเหมือนเทศน์การทำเช่นนั้นง่ายเกนกว่าที่จะนับว่าเป็นศิลปะ ศิลปะการฟังจึงหมายถึงความสามารถที่จะชักจูงผู้พูดให้หันเหเข้าหาเรื่องที่เขาถนัดสุด คือแสดงให้เห็นว่าตนกำลังฟังคำพูดของเขาด้วยความตั้งใจ อยากรู้อยกฟังจริง ๆ รู้จักสอกคำถามในโอกาสที่เหมาะ รู้จักปล่อยให้ผู้พูดพูดจนสิ้นกระแสความ และรู้จักช่วยผู้พูดที่ีกำลังจะหมดเรื่องพูดให้กลับมีเรื่องขึ้นมาใหม่เพื่อให้เขาพูดได้ต่อไป (ฉัตรวรรุณ ตันนะรัตน์ และคณะ , ๒๕๒๖ : ๙๔)
                      ๕. การจับใจความสำคัญในแต่ละย่อหน้า ในบางกรณีผู้อ่านค้นหาประโยคใจความจากส่วนต่าง ๆ ของย่อหน้าไม่ได้ เนื่องจากการวางประโยคใจความไม่เด่นชัด ผู้อ่านจะต้องสรุปความและเขียนใจความสำคัญด้วยสำนวนของตนเอง
                     เช่น

                     หลังจากมีข่าวขึ้นหน้าหนึ่งจนดังไปทั่วประเทศ เรื่องที่อดีตสามมีทำร้ายร่างกายคนดูแลลูก
และมาช่าออกมาแฉเรื่องที่ถูกทำร้ายร่างกายตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตคู่ เธอก็หายหน้าไปพักใหญ่ แต่ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวแว่วมาจากออสเตรเลียแล้วว่า มีผู้พบเห็นมาช่าควงหนุ่มคนหนึ่ง ท่าทางสนิทสนมกลมเกลียวฉันคนรักอยู่ที่เมลเบิร์นซึ่งเป็นเมืองที่ "น้องกาย" ไปเรียนต่อที่นั้นเอง (บอลลูน,๒๕๔๖ : ๑๐๐) สรุปความว่า มาช่าไปอยู่กับลูกที้่เมลเบิร์นและอาจพบรักใหม่
                   ๖. เมื่ออ่านจับใจความสำคัญจากย่อหน้าต่าง ๆ ครบหมดทุกย่อหน้าแล้ว นำประโยคใจความสำคัญทั้งหมดมาเรียบเรียงใหม่ให้ได้ใจความเป็นเอกภาพ ซึ่งเป็นส่วนของสาระสำคัญทั้งหมดของเรื่อง
 การอ่านจับใจความนับเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจสาระสำคัญของเรื่องราวได้รวดเร็วขึ้น
และกลวิธีการอ่านจับใจความข้างต้น ผู้อ่านสามารถนำไปใช้ได้กับงานเขียนทุก ๆ ประเภทเช่น ข่าว บทความสารคดี ตำรา เป็นต้น

การอ่านตีความ

                   หม่อมหลวงบุยเหลือ เทพสุบรรณ (๒๕๒๒ : ๘) กล่าวว่า การวินิจสาร คือ การตีความซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่าInterpertation และได้กล่าวถึงความสำคัญของการตีความว่า เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในการอ่านหนังสือผู้อ่านจะต้องเข้าใจว่าสารที่ผู้เขียนส่งมานั้นคืออะไร
                  อาจสรุปได้ว่า การตีความเป็นการอ่านในระดับที่สูงกว่าการอ่านเพื่อความเข้าใจ การอ่านตีความเป็นศิลปะการที่ผู้อ่านจะต้องเข้าใจกลวิธีในการเขียน การใช้คำและภาษา ซึ่งในบางกรณีคำและภาษาดังกล่าวมิได้สื่อความหมายออกมาโดยตรงตามรูปคำ แต่อาจจะมีความหมายแฝงที่ผู้อ่านจะต้องค้นหาสาระที่แท้จริงโดยอาศัยบริบทของเนื้อเรื่องเป็นองค์ประกอบ
                  ความสำคัญของการอ่านตีความ

                 ๑. ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสาระสำคัญของเรื่องได้ถูกต้องตรงกับจุดมุ่งหมายของผู้เขียนการเขียนแต่ละประเภทมีจุดมุ่งหมายในการนำเสนอสาระสำคัญแตกต่างกัน งานเขียนประเภทบทความ สารคดีและข่าว อาจจะอ่านและตีความหมายไปตามรูปของคำ แต่ในขณะเดียวกันถ้าอ่านเรื่องสั้น นวนิยาย หรือร้อยกรองผู้เขียนอาจจะใช้คำที่มีความหมายแฝงในเชิงสัญลักษณ์ ดังนั้น ผู้อ่านจะต้องพินิจและตีความอย่างระมัดระวังจึงจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายที่แท้จริงของเรื่อง
                 ๒. ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสัจธรรมอันเกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น วรรณกรรม
มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์ เช่น ข่าว บทความ สารคี นวนิยาย เรื่องสั้น บทร้อยกรอง เป็นต้นดังนั้นการอ่านวรรณกรรมเหล่านี้ นอกจากจะได้รับความบันเทิงจากเรื่องราวที่อ่านแล้ว การตีความหมายที่ถูกต้องจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจสัจธรรมหรือเรื่องราวกับแง่มุมอันเกี่ยวกับมนุษย์ ซึ่งอาจเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้อ่านได้
                 ๓. การอ่านตีความหมายของงานเขียนต่าง ๆ เป็นการฝึกทักษะการคิดที่สมเหตุสมผลและเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้อ่าน เพราะเมื่อคิดตามผู้อ่าน ตีความเรื่องราวได้อย่างมีเหตุมีผลมีหลักการและทฤษฎีที่สัมพันธ์กับงานเขียน ก็ยอมทำให้ผลของการตีความนั้นเป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือมากกว่าการตีความแบบอัตวิสัย
                 ๔.
การอ่านตีความโดยมีหลักการและทฤษฎีที่เหมาะสม ย่อมทำให้ผู้อ่านเข้าใจสาระสำคัญ
ของงานเขียนได้อย่างถูกค้อง
                 ๕.
การอ่านตีความช่วยให้ผู้อ่านมีโลกทัศน์ที่กว้างไกล รู้เท่าทันวิววัฒนาการและทฤษฎีต่าง ๆ
ที่เป็นเครื่องสำคัญในการตีความงานเขียนประเภทต่าง ๆ จะทำให้ผู้อ่านเข้าถึงสาระสำคัญของเรื่องได้ ซึ่งลักษณะดังกล่าวผุ้อ่านนอกจากจะได้รับความรู้จากสาระของเรื่องและความบันเทิงแล้วยังมีความรู้เท่าทันวิทยาการที่พัฒนาไปตามยุคโลกาภิวัฒน์
               กลวิธีการอ่านตีความ
               การอ่านตีความเรื่องราวต่าง ๆ ผู้อ่านจะต้องเข้าใจองค์ประกอบของงานเขียนแต่ละประเภทและเลือกกลวิธีการอ่านและหลักการในการตีความให้เหมาะสมกับประเภทของงารนเขียน จะช่วยให้ผู้อ่านตีความสาระสำคัญได้อย่างถูกต้อง และการตีความให้ถูกต้องนั้นผู้อ่านควรมีหลักการอ่านดังนี้
              ๑. เลือกงานเขียนที่อ่านและทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบของงานเขียนประเภทนั้นอย่างถูกต้อง เช่น บทความและสารคดี มีองค์ประกอบ ๓ ส่วน คือ ส่วนหน้า เนื้อเรื่อง และบทสรุป  เรื่องสั้น มีองค์ประกอบ คือ โครงเรื่อง แก่นเรื่อง ตัวละคร ฉาก และบทสนทนา เป็นต้น ร้อยกรอง ควรพิจารณารูปแบบและแนวคิดเป็นสำคัญ
             ๒. อ่านเรื่องราวอย่างละเอียด โดยอ่านครั้งแรกเป็นการอ่านเพื่อสำรวจและทำความเข้าใจและ
จับใจความอย่างคราว ๆ และอ่านครั้งที่ ๒ เพื่อจับใจความสำคัญอย่างละเอียด พินิจพิจารณาการใช้ถ้อยภาษาเพื่อตีความ เพราะภาษาอาจจะสื่อความหมายตามรูปคำและสื่อความหมายโดยนัย
             ๓. การอ่านตีความคำหรือภาษาที่สื่อความโดยตรงตามรูปคำ งานเขียนบางประเภทผู้เขียนจะสื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีีความหมายแฝง ผู้อ่านอ่านแล้วจะต้องจับใจความสำคัญในแต่ละย่อหน้าก่อนแล้วนำมาสรุปมาเป็นสาระสำคัญของเรื่องนั้น ๆ หรือในงานเขียนบางประเภทอาจแฝงความรู้สึก ความคิดเห็นในเชิงวิภากษืวิจารณ์ไว้ด้วย ดังเช่น บทความวิจารณ์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตามบทความดังกล่าวใช้ภาษาง่าย ๆ ผู้อ่านสามารถตีความไม่ยากเช่นกัน
             เห็นข่าวเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ไปนอนให้หมอคนหนึ่ง ซึ่งเปิดคลินิกเรื่องความงามเด็กหญิงคนดังกล่าวไปดูดไขมันต้นขา แต่เพราะอะไรก็ยังไม่ชัดเจน เธอได้เสียชีวิตไป
             ข่าวนี้ปรากฎในหน้าหนังสือพิมพ์ หมอคนดังกล่าวเสียชื่อเสียงไปแล้ว เด็กคนหนึ่ีงเสียชีวิตไปแล้ว
หนังสือพิมพ์และสื่อต่าง ๆ ก็ทำหน้าที่กันไปแล้วอย่างเคร่งครัด "จันทร์จรา" มองเรื่องนี้ว่าอิทธิพลของสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะในโทรทัศน์เองมีส่วนอย่างไรหรือ ก็มีส่วนปลูกฝังค่านิยมงมงายเรื่องความงามมากกว่าความเป็นคนดีนั่นยังไงเล่า เห็นได้จากโฆษณาต่าง ๆกระโจนเข้าจูงใจวัยรุ่นไม่หยุดหย่อน ทั้งเครื่องสำอางที่ทำให้หน้าขาว ทั้งที่ทำให้รักแร้ขาว ทั้งที่ทำให้อ้วน
             ก็ปลูกฝังกันทุก ๆ วันออกอย่างนี้มีหรือเด็กจะไม่คล้อยตาม ก็โทรศัพท์มือถือรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ออกมาจูงใจเด็กให้หลงใหลใคร่ได้ไว้ใช้ขนเสมือนเป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งของร่างกาย ก็มาจากโฆษณษนั้นเอง อิทธิพลของโฆษณาทำให้เด็กหญิงหลายคนขายตัวแลกเงินมาซื้อสมบัติร่วมสมัยเหล่านี้อย่างที่เห็น
             ดาราก็มีส่วน มองในโทรทัศน์เถิด มีกี่คนกันที่ผ่านการทำศัยกรรมตบแต่งใบหน้า ดวงตา จมูก คางบ้างก็ทำอก ดาราเป็นขัวญใจของเด็ก ๆ ที่เรารู้จักกันอยู่ ดังนั้นความนิยมของดารา ความเคลื่อนไหวของดาราไม่มีวันพ้นสายตาของเด็ก ๆ ไปได้ (จันทร์จิรา,๒๕๔๖: ๑๐๑)

             ข้อความข้างต้นผู้เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอธิพลของสื่อและการโฆษณาที่มีผลต่อพฤติกรรมของเด็กวัยรุ่นที่รักสวยรักงาม แต่ในขณะเดียวกันเจตนาของผู้เขียนอันเป็นความหมายแฝงคือ ไม่เห็นด้วยกับการโฆษณาตามสื่อต่าง ๆ
             ๔ การอ่านตีความคำหรือภาษาที่มีความหมายโดยนัยหรือภาษาที่เป็นสัญญลักษณ์งานเขียนที่มักใช้ถ้อยคำแทนสัญญลักษณ์บางอย่างมักเป็นงานเขียนประเภทเรื่องสั้น นวนิยาย และร้อยกรองดังนั้น การอ่านข้อความหรือเรื่องราวเหล่านี้จะต้องอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ตลอดจนสังเกตการใช้คำและบริบทอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนในการตีความ ดังเช่น
            การใช้คำที่เป็นสัญลักษณ์ในเรื่อง ศึก ของนิคม รายยวา (๒๕๒๗ : ๔๓-๕๕)
            "ตะเข้ก็น่ากลัวนะ" สีเทิ้มพูด หลังจากนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่
            "ผมไม่อยากเจอมันเลย"
             ความต้องการอันลึกลับผุดขึ้นมา เขาพยายามข่มมันไว้ แต่มันดิ้นรนออกมาจนได้เขาคิดไปถึงจระเข้ที่หน้ากลัว รู้สึกหวาดกลัว เหงื่อชุ่มใบหน้า หายใจฟิดฟาด ครางออกมาอย่างลืมตัว ภายในความเงียบสงัดจนผู้ร่วมเรืออีกสามคนตกใจตื่นลุกขึ้นนั่ง.....
            สีเทิ้มคิดไปถึงจระเข้ "ตะเข้" เขาพูก "ตะเข้ใหญ่"
            "อยู่ที่ไหน" ลุงบุญปลูกถาม" ไม่เห็นที่นี่ นํ้าเชี่ยวอย่างนี้จระเข้มันอยู่ไม่ได้หรอก"

            "มันฟาดหางใหญ่เลย" สีเทิ้มพูด
          
  "ปาน"ลุงบุญปลูกถาม " ได้ยินจระเข้ฟาดหางไหม".....
            สีเทิ้มลืมตาโพลงในความมืด พยายามคิดในทางที่ดี เขาอยากให้คนรักแต่มักจะทำตรงกันข้ามเสมอเขาเกลียดมัน แต่มันแพ้มัน เขาอ่อนแอเกินไป
            "คราวนี้เราต้องชนะ" สีเทิ้มบอกตัวเอง "เราจะไม่อ่อนแออีกต่อไป"
  
         ไมนานความรู้สึกอยากก็เกิดขึ้นมาอีก เขาสลัดหัว "ไอ้เข้" เขาพูดเบา ๆ ขนาดคิดถึงความโหลดร้ายของจระเข้ "ออกไปให้พ้น"
           เขาถูกรุกเร้าหนัก จนร้อเอะอะขึ้นมาในความมืดอีกครั้งหนึ่ง ตัวสั่นและเหงื่อซึม
           "อะไรอีกหรือ"
ลุงบุญปลูกถาม แต่สีเทิ้มนิ่งเงียบ "นอนเสียเถอะ" แกบอก "จระเข้ไม่มีหรอก" สีเทิ้ม
รู้สึกกลัวตลอดคืนเขานอนไม่หลับ เสียงจระเข้ฟาดหางดังสนั่นในความรู้สึกตลอกเวลา.....
           ด้วยใบหน้าที่มึงทึง สีเทิ้มเงื้อดาบ ฟันฉับลงบนข้อเท้าของตัวเองตรงส่วนที่ถูกหนีบปากก็พรํ่าพูดไม่เป็นจังหวะ "ไอ้เข้" เขาตะโกนลั่น "จะมาดึงข้าลงนํ้าอีกหรือ"......
         "ลุง" เทิ้มพยายามขยับลิ้มฝีปาก เกิดเสียงแผ่วเบา "ตะเข้ไม่มีแล้วลุงไม่ต้องกลัวมัน"........
          "นอนเสียเถอะสีเทิ้ม" ลุงบุญปลูกพูกพลางบีบแขนของเขาบา ๆ พยายามกลั้นนํ้าตา "มันตายแล้ว"
สีเทิ้มพูดเสียงแผ่ว "ผมฆ่ามันเอง".........

          จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่าผู้เขียนใช้คำว่า "จระเข้,ตะเข้   และไอ้เข้" บ่อยมากซึ่งผู้อ่านสังเกต
และนับจำนวนจำนวนคำในเชิงสถิติได้ แสดงว่าเป็นคำสำคัญที่ผู้เขียนต้องการเน้นยํ้าเป็นพิเศษและเมื่อพิจารณาจากบริบทของเรื่อง ผู้อ่านก้จะเข้าใจได้ในทันทีว่า "จระเข้" เป็๋นสัญลักษณ์ของจิตสำนึกฝ่ายชั่วหรือ Id  
ซึ่งผู้เขียนใช้บทสนทนาและกระแสสำนึกเกี่ยวกับจระเข้สลับกับพฤติกรรมและจิตสำนึกฝ่ายดีเกิดภาวะขัดแย้งกันอย่างรุ่นแรงจนสุดท้ายตัวละครก็สามารถยับยั้งจิตฝ่ายชั่วได้สำเร็จด้วย Ego โดยใช้ดาบเป็นสัญลักษณ์